“ทรัมป์–สี จิ้นผิง” เจรจากันอีกครั้ง กับโจทย์ใหญ่ของโลกที่ต้องจับตา
“ทรัมป์–สี จิ้นผิง” เตรียมเปิดโต๊ะเจรจา ณ กรุงวอชิงตัน หวังประคองพักรบสงครามการค้า แต่ยังต้องจับตาโจทย์ใหญ่ทั้ง AI ภาษี แร่หายาก และ เจรจาอิหร่าน
“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เตรียมหารือกันแบบตัวต่อตัวที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเป็นวันที่ 24 ก.ย.2569 โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังถือว่าเป็นข้อตกลงที่เปราะบาง
ซึ่งก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และจีนเคยเผชิญสงครามการค้าที่รุนแรง โดยในช่วงที่ความขัดแย้งพุ่งสูงสุด สหรัฐฯ เคยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงถึง 145%
ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยภาษีสินค้าสหรัฐฯ สูงสุด 125% ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะทยอยลดมาตรการอ่อนข้อลง ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงพักรบทางการค้าในเวลาต่อมา
และหากย้อนกลับไปในปี 2019 จีนเคยเป็น คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์มาเป็นเวลานานเกี่ยวกับการขาดดุลการค้าจำนวนมากที่สหรัฐฯ มีกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงจีน พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูภาคการผลิตภายในประเทศ
แม้ว่าการขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐฯ กับจีนในปีนี้จะต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2025 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอยู่ที่ประมาณ 91,200 ล้านดอลลาร์
ภายใต้ข้อตกลงล่าสุด จีนตกลงระงับมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก และเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ลดภาษีบางส่วนและระงับมาตรการตอบโต้ทางการค้าบางรายการ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้มีกำหนดหมดอายุในวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ ทำให้การประชุมครั้งนี้ถูกจับตาว่าทั้งสองฝ่ายจะต่ออายุข้อตกลงออกไปได้หรือไม่ เพราะแม้ว่าสถานการณ์จะผ่อนคลายลง แต่ การค้าสหรัฐฯ–จีนยังอยู่ภายใต้ภาษีในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม เดือนกรกฎาคม อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บกับสินค้าจีนอยู่ที่ประมาณ 36.5% ขณะที่จีนเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ประมาณ 31% และมูลค่าการค้าสินค้าระหว่างสองประเทศลดลงเกือบ 30% ในปี 2025
สำหรับการประชุมครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นการเจอกันครั้งที่ 2 ในรอบ 6 เดือน โดยนักวิเคราะห์จีนจำนวนมากคาดว่าผลลัพธ์ในครั้งนี้จะออกมาในลักษณะคล้ายกัน อย่างนักวิเคราะห์จีนจาก Bank of America Global Research มองว่า การขยายข้อตกลงพักรบทางการค้าออกไปอีก 1 ปี เป็นสิ่งที่พวกเขาคาดการณ์ไว้แล้ว
และเป็นไปได้ที่จีนอาจตกลงที่จะเพิ่มการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ด้วย โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า สินค้าเหล่านี้อาจรวมถึง เครื่องบิน Boeing หลังจากการประชุมที่กรุงปักกิ่ง ทั้งสองประเทศยืนยันว่าจีนจะซื้อเครื่องบิน Boeing จำนวน 200 ลำ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่าที่นักลงทุนบางส่วนคาดการณ์ไว้ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึง เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง มากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงมาตรการควบคุมการส่งออกที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่
3 โจทย์ใหญ่ โลกจับตา “ทรัมป์-สี” เผชิญหน้าอีกครั้ง
แต่สิ่งที่ทำให้การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “ภาษี” เท่านั้น แต่ยังมีอีก 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา คือ
ชิงผู้นำ AI
สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันเป็นผู้นำด้าน AI ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองประเทศได้หารือถึงการสร้าง “ช่องทางการสื่อสาร” เพื่อแจ้งเตือนกันเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ AI
ใครเหนือกว่าใครใน "แรร์เอิร์ท"
ประเด็นนี้ยังเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางของความสัมพันธ์ทางการค้า เพราะจีนเคยใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก และข้อตกลงพักรบล่าสุดก็มีเรื่องการระงับมาตรการดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง
เจรจาอิหร่าน-มาตรการคว่ำบาตร
สหรัฐฯ กำลังเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ท่ามกลางการที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของอิหร่าน ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามองจากมาตรการดังกล่าว แม้สหรัฐฯ จะยังไม่ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรโดยตรงต่อกรุงปักกิ่งก็ตาม
ทั้งนี้ ทำให้เห็นได้ว่าการของยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเจรจาการค้า แต่ยังสะท้อนการแข่งขันชิงพื้นที่ทางเศรษฐกิจ การค้า และความเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจด้วย
ที่มา : CNBC
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB